Welcome

เป็นไปได้ไหม?ที่’เพนซ์’ จะยึดอำนาจบริหารจาก’ทรัมป์’

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหลือเวลาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐอีกเพียง 2 สัปดาห์ แต่จากสถานการณ์รุนแรงและวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่รัฐสภา ในวันลงมติรับรองนายโจ ไบเดน เป็นผู้นำคนใหม่ ก่อให้เกิดคำถามว่า “เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด” ที่จะให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ “บริหารแทน”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์รุนแรงและวุ่นวายในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ เมื่อมวลชนฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน บุกรุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขัดขวางการประชุมใหญ่ของสภาคองเกรส ในการรับรองมติของคณะผู้เลือกตั้งให้ นายโจ ไบเดน เตรียมดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่  
 
หลายฝ่ายตั้งคำถามมากขึ้นว่า ในเมื่อการใช้อำนาจอีกครั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่สอง อาจไม่ทันเวลา เนื่องจากผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันมีเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกเพียง 2 สัปดาห์ “จะเป็นไปได้หรือไม่” ที่รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง โดยอาศัยขั้นตอนตามที่ระบุอยู่ในบทบัญญัติของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 25

ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ครั้งที่ 25 ดำเนินการระหว่างปี 2508 – 2510 สืบเนื่องจากเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2506 และก่อนหน้านั้นคือการที่ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ มีอาการหนักจากโรคหัวใจกำเริบ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจของประธานาธิบดีโดย “รองประธานาธิบดี” ไม่ใช่ “ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี” ในกรณีที่ประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม ลาออก ถูกถอดถอน หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง อาทิ การล้มป่วยอย่างหนัก

หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องการดำเนินการตามนั้นจริง เพนซ์ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งหนึ่ง จากคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ว่าทรัมป์ไม่อยู่ในสถานะที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้อีกต่อไป และสมควรให้เพนซ์ “ยึดอำนาจเป็นการชั่วคราว”
 
ในกรณีที่ทรัมป์คัดค้าน และยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อสภาคองเกรส เพนซ์มีเวลา 4 วันในการแสดงหลักฐานโต้แย้ง เมื่อครบกำหนด สภาคองเกรสจะประชุมและลงมติ โดยแยกเป็น 2 สภา และแต่ละสภาต้องลงคะแนนสนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 คือ ไม่ต่ำกว่า 290 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร และไม่น้อยกว่า 67 เสียงในวุฒิสภา ขณะเดียวกัน สภาคองเกรสสามารถตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบ “ภาวะความเป็นผู้นำ” ของทรัมป์ได้เช่นกัน